แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - TP9

หน้า: [1] 2 3
1
แรงไม่เป็น 2 รองใคร
#นะยอออลือ
#พ่อท่านผ่องวัดแจ้งพัทลุง
#บูชาได้แล้วจ้า
#สนใจทักพร้อมส่ง













#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

2
พระใหม่บูชาได้เลย / เครื่องรางของขลัง
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 02:27:27 PM »
มองหาเครื่องรางของขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง
แท้การันตี 100%























3
พระใหม่ใบจอง / พระสมเด็จ ๑ ในแผ่นดิน
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 02:12:21 PM »
พระสมเด็จ ๑ ในแผ่นดิน
ย้อนตำนาน
พระสมเด็จ ๑ ในแผ่นดิน
สมเด็จอโยธยา ผงพุทธคุณเคลือบยางไม้ปิดทอง
พระสมเด็จตัดมือแบบโบราณ
เร็วๆ นี้ Coming Soon


#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

4
พระใหม่ใบจอง / พญานกถึดถือ
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 02:06:38 PM »
พญานกถึดถือ
#​ เครื่องรางแห่งการเสี่ยงดวง​ เสี่ยงโชค​
#เรียกทรัพย์​ เรียกลาภ​ ชั้นดีที่สุด
ตำหรับ​ หลวงปู่ศุข​ วัดปากคลองมะขามเฒ่า
รายการ​ 7.​ชุดมหาลาภ
ราคา​ 1000 บาท
#เปิดสั่งจองแล้วทั่วประเทศ​




#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

5
พระใหม่ใบจอง / เมตตามิรู้จบ
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 01:48:20 PM »
ตะกรุดนางแย้ม
เมตตามิรู้จบ #สิเน่หามิรู้สิ้น
 #ตะกรุดนางแย้ม
หลวงพ่อนพวรรณ วัดเสนานิมิต พระนครศรีอยุธยา
 ตะกรุดนี้ใช้แล้วมัดใจอ้ายอีหรือนางทุกผู้ทุกคน ให้มาหลงรักหลงลมปากที่เราได้พูดจาออกไป
 มัดจิตมัดใจให้หลงใหลในตัวเรา ไม่ขาดแคลนทั้งเงินทองทรัพย์สมบัติ
 ความเจริญรุ่งเรืองหน้าที่การงาน ที่จะหลั่งไหลเข้ามาหา ไม่แพ้ความรักความหลง (แม้แต่นางที่สวยเชิดหยิ่งก็ยังแย้มยิ้มให้เรา)
 ถักด้วยเชือกพยนต์ตามสูตรมัดใจขมวดปม เป็นนัยยะว่าผูกมัดใจให้อยู่ติดกับเรา ไม่ปันใจไปให้คนอื่น
 ในส่วนแผ่นตะกรุดจารอักขระเลขยันต์มหายันต์เสน่ห์นางแย้มอันลือลั่นด้วยมือ แกนกลางอุดสำทับด้วยสีผึ้งนางแย้ม ให้ถึงที่สุดแห่ง มหาเสน่ห์ มหาหลง สุดสวาท
 เรียกสูตรเรียกนาม บรวงสรวงบูชาครูบาอาจารย์ตามตำราโบราณหลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้ง







#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

6
พระใหม่ใบจอง / เปิดให้จองแล้ววันนี้
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 01:35:38 PM »
ตะกรุดมนต์จินดามณี
มนต์จินดามณี ที่มีการกล่าวถึงในวรรณคดีไทย อย่างสังข์ทอง ที่พระสังข์ใช้เรียกเนื้อเรียกปลา ซึ่งเป็นมนต์ที่สังข์ทองได้มาจาก นางพันธุรัต พระคาถาบทนี้อาจารย์บางท่านเรียกมนต์มณีจินดา หรือมนต์จินดามณี
ก่อนที่นางพันธุรัตจะสิ้นใจตาย นางได้เขียนมนต์เรียกเนื้อเรียกปลา ไว้ที่ก้อนศิลาใหญ่ตีนเขา ขอให้ลูกรักของแม่จงลงมาเรียนมนต์เรียกเนื้อ เรียกปลา บทนี้ไว้เถิด บางท่านใช้สวดอธิษฐานเรียกคนรัก ที่จากไป ให้กลับคืนมา แต่เคล็ดลับที่ว่าครูบาอาจารย์ท่านปิดบังไว้
ตะกรุดมนต์จินดามณีเป็นตะกรุดที่ลงด้วยนะจินดามณีล้อมด้วยคาถาดวงแก้วสารพัดนึก ซึ่งมีอิทธิคุณเป็นดั่งแก้วสารพัดนึก ผู้บูชาย่อมสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ประดุจดั่งเจ้าเงาะที่รูปชั่วตัวดำแต่ได้เมียสวย รวยทรัพย์ ได้ครองเมืองมียศฐาบรรดาศักดิ์ในที่สุด เรียกว่ารวยทั้งเงิน รวยทั้งเสน่ห์ สมปรารถนาในคนที่หมายปองและทรัพย์สินเงินทองนั่นเอง
ที่สำคัญยังปลุกเสกด้วยมนต์คาถาที่เน้นด้านผูกจิต ผูกใจ รักเดียวใจเดียว รักไม่เสื่อมคลาย ทำให้คนรักห่วงหาอาลัย แต่เราเพียงผู้เดียว ครบเครื่องครบสูตร รวยเงิน รวยเสน่ห์ รวยเมตตา สมปรารถนาทุกประการ

เปิดให้จองแล้ววันนี้





















#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

7
ท้าวเวสสุวรรณขี่พญาเต่าเรือน
รุ่นเสริมดวงเศรษฐี
เมื่อผู้ใดมีความเลื่อมใสศรัทธาได้บูชาหรือได้นำท่านไปครอบครอง
จะเกิดความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง มีอำนาจวาสนา
กันและแก้ภูติผีปีศาจ
และกันคุณไสย์มนต์ดำ
ท่านเป็นผู้ประทานความร่ำรวย ความสำเร็จ แก่ผู้ที่มีไว้บูชา ไม่มีวันอับจน ให้มีกินมีใช้มิให้ขาดมือ
แก้ปีชง ตัดปีชง และช่วยเสริมดวงที่ร้ายให้กลับกลายเป็นดี ที่ดีอยู่แล้วก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก
ส่วนพญาเต่าเรือนช่วยทางด้านสุขภาพร่างกายแข็งแรงอายุยืน
เป็นเมตตามหานิยมและเป็นที่รักแก่มนุษย์และเทวดามีโชคมีลาภมีมาเปรียบแม่น้ำคงคามหาสมุทรไหลมาแบบไม่ขาดสาย
มีทุกสิ่งที่ปารถนากว่าผู้ใดในโลกาทั้งครูบาอาจารย์และเทวดาก็มารักษาหมดทุกข์หมดโศกหมดโรค
หมดภัยทั้งหลายทั้งปวงนะการบัดนี้ด้วยเทอญ
บัดนี้อันใดเป็นไปบ่มิได้พระอาจารย์เจ้าพึงหมายให้สำเร็จด้วยท่านท้าวเวสสุวรรณขี่พญาเต่าเรือนนี้ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ
เปิดให้จองแล้ววันนี้



#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

8
หน้าพราน เจ้าสัวน้อย
หน้าพราน เจ้าสัวน้อย รายการ6 เนื้อชนวนหน้าแดงทับทิม หลังฝั่งตะกรุดเงิน มวลสารเก่ามากมาย ขวัญใจมหาชนเลยครับ จองหน้าละ 300บ.เท่านั้น จองเลยยยย







#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

9
พระใหม่ใบจอง / เสน่หามิรู้คลาย
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 12:58:41 PM »
อาจารย์ปู่ฤๅษีอาฬาวกะ
เสน่หามิรู้คลาย
รักกันมิรู้สิ้น
เครื่องรางแห่งประสบการณ์​ จากรุ่นสู่รุ่น
ตะกรุดเสน่ห์ยาแฝด
อาจารย์ปู่ฤๅษีอาฬาวกะ
เจ้าของวลี​ ทำแล้วต่องดี​ ใช้แล้วต้องสำเร็จ



#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

10
พระใหม่ใบจอง / ตะกรุดพรหมนิมิต
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 12:52:54 PM »
 บูชาได้เลย
ตะกรุดพรหมนิมิต  ราคา​500​บาท
บัลดาลโชค ลาภ สมหวังดังนิมิต
อธิษฐานจิตปลุกเสกโดย หลวงพ่อนพวรรณ วัดเสนานิมิต จ.อยุธยา





#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

11
พระใหม่ใบจอง / หลวงพ่อสุพจน์
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 12:48:19 PM »
เช้านี้มาชมตะกรุดเมียมาก หลวงพ่อสุพจน์ วัดศรีทรงธรรม อุดผงว่านพุทธคุณ 108 ที่ทีมงานสะสมมากว่าสิบปี เจอของดีเป็นต้องเก็บใว้รวมสะสมให้ทุกท่านได้นำไปใช้ครั้งแรกในครั้งนี้ และหลวงพ่อได้เมตตามอบให้นำเกศามาติดใว้ในตะกรุดเมียมากให้ลูกศิษย์ จึงรับประกันว่าเด็ดแน่นอน
ห้ามพลาดเปิดจอง 20 เมษายน นี้ จำนวนจัดสร้างทั้งหมดเพียง 1,704 ดอกเท่านั้น เปิดจองเพียง 10 วัน รับวัตถุมงคลเดือน พฤษภาคม หลังพิธีปลุกเษก บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาด




#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

12
พระใหม่ใบจอง / ไอ้ไข่อริยทรัพย์
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 12:41:39 PM »
ไอ้ไข่อริยทรัพย์
ไอ้ไข่อริยทรัพย์
..มาตามสัญญา...
สัจจะ วาจา
ไอ้ไข่กุมารเทพแดนใต้...
ครบเครื่องงานคลาสสิคและพุทธศิลป์
พบกับงานพุทธศิลป์ สวยงาม
และอีกหลายรายการวัตถุมงคล...
จัดสร้างโดย วัดสระสี่มุม
อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช










#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

13
พระใหม่บูชาได้เลย / ตะกรุดโคตร รวย
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 12:06:02 PM »
ตะกรุดโคตร รวย
ตะกรุดโคตร รวย
เป็นตะกรุดที่ได้รับการจารยันต์ "นะ เศรษฐี"
ไว้ด้านในแผ่น ดีบุก
โบราณจึงกล่าวได้ว่า "ดีนอก ดีใน"
เหมาะกับการพกไว้ติดตัว เสริมดวง ทำมาค้าขึ้น หยิบจับสิ่งใด มีแต่กำไร รวยๆ เฮงๆ ดีนักแล


คาถาอาราธนาใช้ตะกรุดโครตรวย
ตั้งนะโม 3 จบแล้วท่องคาถา
นะโมพุทธายอิธะคะมะนะชาลีติอุอากะสะนะมามีมีมานะ








ดอกละ 299 บาท เท่านั้น
ค่าจัดส่งดอกละ 50 บาท แต่!!!!ถ้าสั่ง 2 ดอกขึ้นไป ส่งฟรี!!!!!

#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง


14
พระใหม่ใบจอง / เศรษฐีเงินไหลมา
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 11:52:17 AM »
เศรษฐีเงินไหลมา
อัตลักษณ์ของเมืองนคร พระพุทธสิหิงค์ 12นักษัตร พระราหู นอโม มโนราห์ ท้าววิรุณหก ท้าววิรุณปัก นัยยะแห่ง "ครุฑนคร"
เศรษฐีเงินไหลมา



บทสรุปของพญาครุฑทรงฤทธิ์
เป็นมทิธานุภาพ ถึงที่สุดแห่งครุฑธานุภาพ
เศรษฐีเงินไหลมา
เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ สัญลักษณ์ หนึ่งเดียว
ประกาศศักดาแล้ว








#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

15
คุยเฟื่องเรื่องพระ / หลวงปู่เณร คัมภีโร
« เมื่อ: มีนาคม 03, 2019, 05:27:43 PM »
หลวงปู่เณร คัมภีโร  วัดอุดมไพรสณฑ์ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด




พระภิกษุผู้อุทิศตัวเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา "หลวงปู่เณร คัมภีโร" ผู้สืบทอดสายวิชาหลวงปู่พรหมมา เขมจาโร วัดสวนหินผานางคอย จ.อุบลราชธานี และสายวิชาเขมรโบราณ ท่านได้ก่อสร้าง "วัดอุดมไพรสณฑ์" ขึ้นเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แก่พุทธศาสนิกชน เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ด้วยแรงศรัทธาที่หลั่งไหลมาสู่วัดอุดมไพรสณฑ์ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ทำให้วัดเจริญก้าวหน้ามีเสนาสนะในการรองรับคณะศรัทธาเพิ่มขึ้น มีการพัฒนาอยู่ตลอด ในปี พ.ศ.2551 หลวงปู่เณรได้ดำริที่จะก่อสร้างเจดีย์ ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 19 เมตร ขึ้น ณ วัดบ้านเกษตรทุ่งเศรษฐี โดยให้ชื่อว่า "เจดีย์ทองเทพธารเศรษฐี" เพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเมตตาประทานให้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดอุดมไพรสณฑ์ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด  เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2550







ชั้นล่างประดิษฐานบ่อน้ำพระพุทธมนต์ ศักดิ์สิทธิ์ โดยหลวงปู่เณรจะเดินทางไปอัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์มาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 108 แห่ง จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยรอบบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จัดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาของ ศิษยานุศิษย์ที่มีใจใฝ่ในธรรม หลวงปู่เณร ได้ถือโอกาสในวาระช่วงไตรมาสแห่งการเข้าพรรษาจัดสร้างเครื่องราง  เพื่อให้พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคบูชาเครื่องรางแห่งมหาลาภ สมทบทุนสร้าง "เจดีย์ทองเทพธารเศรษฐี" เจดีย์ที่เล็กที่สุดในโลกแต่มากด้วยคุณประโยชน์ แห่งวัดอุดมไพรสณฑ์ จ.ร้อยเอ็ด





16
หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หรือ พระธรรมมุนี
วัดพิกุลทอง ต.พิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี



พระอุโบสถวัดพิกุลทอง (พระอารามหลวง)





 
“พระธรรมมุนี” หรือ “หลวงพ่อแพ เขมังกโร” มีนามเดิมว่า แพ ใจมั่นคง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ตรงกับขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ณ บ้านสวนกล้วย เลขที่ ๙๓/๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี บิดาชื่อ นายเทียน ใจมั่นคง มารดาชื่อ นางหน่าย ใจมั่นคง มีพี่น้องร่วมสายโลหิต ๔ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง
 เมื่ออายุได้ ๘ เดือน โยมมารดาผู้ให้กำเนิดได้ถึงแก่กรรม ดังนั้น นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ สามีภรรยาซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ได้ขอเด็กชายน้อยๆ ที่มีอายุเพียง ๘ เดือน จากนายเทียน ใจมั่นคง โยมบิดาผู้บังเกิดเกล้า โดยรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม
 เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรม (นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์) ได้นำเด็กชายแพไปฝากอยู่วัดกับสำนักอาจารย์ป้อม เพื่อที่จะศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม คือ การเรียนภาษาไทย ภาษาขอม นอกจากนั้น ยังได้เรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจ ทางธรรมก็มีพระมาลัยสูตร และยังได้หัดอ่านพระธรรมเจ็ดคัมภีร์
 ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรมได้ส่งไปศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ การศึกษาในกรุงเทพฯ ขั้นแรกได้เริ่มเรียนหนังสือโบราณท่องสนธิ (อัตโถ อักขระสัญญโตฯ), เรียนมูลกัจจายนสูตร เป็นเวลา ๑ ปี ต่อมา ก็ไปเป็นนักเรียนบาลีไวยากรณ์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
 ครั้นต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อศึกษาหาความรู้จนอายุได้ ๑๖ ปี ก็ได้เดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมเยียนโยมบิดาผู้ให้กำเนิด และโยมบิดา-มารดาบุญธรรม เมื่อบุพการีทั้งสามของท่านเห็นว่าท่านโตพอสมควรแล้ว จึงได้ให้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ณ วัดพิกุลทอง ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง (ในขณะนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์
   ครั้นเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็ได้เดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงคราม ตามเดิม จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ท่านสามารถสอบไล่นักธรรมชั้นตรีได้ (ในสมัยนั้นผู้เข้าสอบต้องอายุ ๑๙ ปีจึงจะมีสิทธิ์ เข้าสอบได้) นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ต่อไปอีก จนสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ นับว่าได้นำเกียรติมาสู่วัดชนะสงคราม เป็นอย่างมาก จากนั้นท่านได้ไปเล่าเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ โดยเป็นศิษย์ของ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)
ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ นายเทียน ใจมั่นคง บิดาผู้บังเกิดเกล้าก็ได้ถึงแก่กรรม ท่านจึงเดินทางกลับไปจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อจัดการศพโยมบิดา แล้วกลับมาอยู่วัดชนะสงครามเช่นเดิม
สามเณรเปรียญแพ ขำวิบูลย์ ได้ทำการอุปสมบท เมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ในวันขึ้น ๖ ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันพุธที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ณ พระอุโบสถวัดพิกุลทอง โดยมีพระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, ท่านพระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “เขมังกโร” แปลว่า “ผู้ทำความเกษม”





 
ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว พระแพ เขมังกโร หรือ พระมหาแพ ก็ได้เดินทางกลับสู่วัดชนะสงคราม เพื่อตั้งใจศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ให้ได้ในระดับสูงที่สุด เพื่อที่จะได้นำความรู้ ความสามารถที่ได้ฝักใฝ่ศึกษาเล่าเรียนนั้น นำไปสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่า และประโยชน์ต่อชุมชน และพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ พระมหาแพ เขมังกโร พยายามที่จะศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ อ่านหนังสือตำราเรียนอยู่เสมอ และในปีเดียวกันนั้นท่านสอบนักธรรมชั้นโทได้
โดยความมุมานะพยายาม โดยอาศัยแสงสว่างจากเทียนไข หรือตะเกียง โดยส่วนมากเพราะสาเหตุนี้ นัยน์ตาอันเป็นส่วนสำคัญของสังขาร ก็เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ตรากตรำอ่านหนังสือมากเกินไปในที่สุด นายแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้แนะนำไม่ให้อ่านหนังสืออีกต่อไป มิฉะนั้น นัยน์ตาอาจพิการได้
 ดังนั้นภายหลังจากสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยคแล้ว การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมก็ต้องยุติลง แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีใจใฝ่การศึกษา พระมหาแพ เขมังกโร จึงได้ศึกษา และปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานในสำนักของพระครูภาวนาฯ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จนชำนาญ และดำเนินการสั่งสอนให้แก่ประชาชนทั่วไป
ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๒ ท่านได้รับหน้าที่เป็นครูสอนบาลี โดยสอนตามคณะต่างๆ ของวัดชนะสงคราม
 ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระอาจารย์หยด พวงมสิต เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง ได้ลาสิกขา ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างเว้นลง ชาวบ้านพิกุลทอง และชาวบ้านจำปาทองจึงนิมนต์ให้พระแพ มารับเป็นเจ้าอาวาส ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔ ขณะนั้นท่านได้เดินทางกลับมาเยี่ยมโยมบิดา และญาติพี่น้อง ซึ่งท่านได้พำนักอยู่ที่วัดพิกุลทอง
ท่านเห็นว่า "วัดพิกุลทอง" เป็นวัดบ้านเกิดเมืองนอน ตอนนี้เสนาสนะชำรุดทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถ ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๐ และขณะนั้นท่านได้หยุดพักรักษานัยน์ตา ประสงค์จะพักผ่อนหาความสงบ คิดว่าเมื่อตาหายดีแล้ว ก็จะไปศึกษาบาลีนักธรรมต่อตามความตั้งใจเดิม จึงรับปากว่าจะมาอยู่วัดพิกุลทอง ในระหว่างที่ยังว่างเว้นเจ้าอาวาสอยู่ ซึ่งในขณะนั้นพระแพ มีอายุเพียง ๒๖ ปี



 
หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หรือ พระธรรมมุนี ท่านเริ่มสร้างวัตถุมงคลประเภทพระเครื่องขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อหาทุนสร้างพระอุโบสถวัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี ที่ชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากสร้างมาเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๐
 ในครั้งนั้น หลวงพ่อแพท่านได้ปรารภเรื่องการก่อสร้างพระอุโบสถใหม่กับ "หลวงพ่อสี วัดพระปรางค์" พระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงของสิงห์บุรี ในยุคนั้นท่านได้แนะนำให้สร้าง "พระกลีบบัว และแหวนชายหญิง" ด้วยเนื้อโลหะขึ้นสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์
ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อแพจึงได้ร่ำเรียนวิชาการสร้าง การหล่อพระต่างๆ กับหลวงพ่อสี ที่วัดพระปรางค์อยู่ ๑๕ วัน จึงกลับมาจัดพิธีหล่อหลอมขึ้นที่วัดพิกุลทอง เสร็จแล้วนำไปถวายหลวงพ่อสีปลุกเสก จนปรากฏกิตติคุณแห่งความเข้มขลัง ได้รับความนิยมจากพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อแพก็กลายเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง สร้างพระเครื่องรางของขลังสืบเนื่องมาจนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ.  ๒๕๔๒ ทำให้พระเครื่อง และวัตถุมงคลของท่านมีมากมายนับร้อยพิมพ์ และทุกรุ่น ทุกพิมพ์ ล้วนมี "พุทธคุณ" สูงเยี่ยมในทุกๆ ด้าน
ประสบการณ์ปาฏิหาริย์แห่งความเข้มขลัง เป็นที่เลื่องลืออย่างกว้างขวาง ทั้งชาวไทย ตลอดจนชาวต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ต่างก็เคยได้สัมผัสกิตติคุณของหลวงพ่อแพเป็นอย่างดี
ด้วยศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อแพ จึงทำให้มีผู้เสาะหาวัตถุมงคลของหลวงพ่อแพอย่างกว้างขวาง ค่านิยมในพระเครื่องของหลวงพ่อแพบางพิมพ์จึงสูงถึงหลักหมื่น จนถึงหลักแสน ก็ยังหาบูชาได้ยาก เหตุนี้จึงทำให้เกิดมีของทำเทียม เลียนแบบวัตถุมงคลของหลวงพ่อแพมากมาย
 แม้หลวงพ่อแพจะละสังขารไปแล้ว ๑๖ ปี แต่ในยุคดิจิตอลที่สังคมออนไลน์เฟื่องฟูติดต่อกันได้โดยง่ายเพียงแค่คลิกนิ้วลงบนเม้าท์ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้หลายคนได้รู้จักชื่อ "หลวงพ่อแพ" มากขึ้น แม้จะเป็นเด็กรุ่นหลัง เกิดไม่ทัน โตไม่ทันที่จะเห็นท่านก็ตาม เหตุเพราะหลวงพ่อแพ ท่านเป็นพระภิกษุนักพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัด และพัฒนาชุมชนด้านสาธารณประโยชน์ หลวงพ่อแพท่านอุทิศตนเพื่อสังคมจริงๆ เช่น สร้างแหล่งน้ำ สร้างถนน สร้างสถานีอนามัย สร้างโรงเรียน ฯลฯ
ที่สำคัญไปกว่านั้น หลวงพ่อแพท่านยังเป็น พระภิกษุที่มากไปด้วยพุทธคุณขมังเวทย์ จนเป็นที่ศรัทธาของคนเมืองสิงห์บุรี ขจรขจายไปยังประชาชนทั่วประเทศ และต่างประเทศ   มีลูกศิษย์ลูกหามากมายจนไม่อาจนับจำนวนได้อยู่ทั่วทุกมุมโลก
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าหลวงพ่อแพท่านจะออกวัตถุมงคลชนิดใด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปที่เสาะหามาครอบครอง ที่สำคัญ วัตถุมงคลของหลวงพ่อแพ มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง นับเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่าจะนำไปใช้ในทางใด หรือในทุกทาง ก็สามารถใช้ได้ตามใจปรารถนา และสัมฤทธิ์ผลทุกประการ ชนิดที่เรียกว่า "มีพุทธคุณครอบจักรวาล" เลยทีเดียว
มากกว่าครึ่งศตวรรษ หรือมากกว่าครึ่งชีวิตของท่าน ที่หลวงพ่อแพดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง คือ ยาวนานถึง ๖๘ ปี ท่านได้ประกอบหิตานุหิตประโยชน์แก่พระศาสนา แก่สังคมชาวโลก ทั้งภายในวัดพิกุลทอง และที่อื่นๆ มากมาย ดังผลงานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน




 
ในด้านการปกครอง ก็ปกครองด้วยความเมตตากรุณาต่อพระภิกษุสามเณร ตลอดจนบุคคลในวัด แบบพ่อปกครองลูก
ด้านการศึกษา ท่านก็ให้การสนับสนุนทั้งทางโลก และทางธรรม แต่ให้ถือด้านพระปริยัติธรรมเป็นหลัก
ชาวพุทธบริษัท และประชาชนทั่วไป ท่านก็ให้เมตตาธรรม อบรมสอนสั่งด้วยธรรมปฏิบัติ โดยฐานะที่ท่านยึดหลักการบำเพ็ญประโยชน์เป็นที่ตั้ง มีความจริงใจต่อพระศาสนา ท่านจึงได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ อุทิศตนเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และชาวโลกอย่างแท้จริง ควรที่พวกเราจะได้รับรู้เรื่องราวของท่าน และเชิดชูให้เป็นที่ปรากฏยาวนานชั่วลูกหลานเหลนโหลนสืบไป





พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ เขมังกโร ณ วัดพิกุลทอง

การมรณภาพ

ในระยะหลัง หลวงพ่อได้งดรับกิจนิมนต์ โดยคำแนะนำจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี เนื่องจากไม่สามารถพยุงตัวเองได้ รวมทั้งมีโรคประจำตัว คือ เบาหวาน และโรคชรา จนเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ทางคณะแพทย์ไดเห็นสมควรนำหลวงพ่อเข้าพักรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี เนื่องจากตรวจพบว่าหลวงพ่อเป็นโรคปอดอักเสบ ทางคณะแพทย์ได้ถวายการรักษาจนอาการดีขึ้น

ต่อมาในวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ ท่านอาการทรุดลง จนกระทั่งเวลา ๐๑.๓๐ น. ของวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ ท่านได้มีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ไม่รู้สึกตัว และหัวใจหยุดเต้น ทางคณะแพทย์ได้ทำการช่วยจนหลวงพ่อฟื้นคืนชีพได้สำเร็จ และทางได้ถวายดูแลรักษาจนอาการดีขึ้น จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงพ่อท่านได้ละสังขารลงอย่างสงบ ณ ห้อง ๙๐๑ ชั้น ๙ อาคารหลวงพ่อแพ เขมังกโร ๙๔ ปี โรงพยาบาลสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี สิริอายุรวม ๙๔ พรรษา ๗๓

โกฏิศพ, รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง-รูปภาพหลวงพ่อแพ เขมังกโร และพวงหรีดของพระบรมวงศานุวงศ์ ฯลฯ
ประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

ปัจจุบัน ทางวัดพิกุลทองยังคงประดิษฐานสรีระของหลวงพ่อแพเอาไว้ เพื่อให้ศรัทธาญาติโยมและพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้สักการบูชากราบไหว้ตลอดมา

17
ประวัติ หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม





หลวงพ่อเต๋ คงทอง เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน 2434
ณ บ้านสามง่าม หมู่4 โยมบิดาชื่อ จันทร์ โยมมารดาชื่อ บู่ นามสกุล สามง่ามน้อย ท่านมีพี่น้อง 7 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 5 เมื่ออายุครบ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่กับหลวงลุงแดงซึ่งเป็นลุงของท่าน พร้อมกับร่วมกันจัดสร้างวัดใหม่ไปพร้อมกัน รวมทั้งได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงลุงแดงไปด้วย เมื่อ พ.ศ.2454 ท่านมีอายุครบ 21 ปี จึงได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูอุตตรการบดี ( หลวงพ่อทา)




พ.ศ. 2454 ท่านมีอายุได้ 21 ปี จึงได้ทำการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อทา) วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์เทศ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า คงทอง (ภายหลังเปลี่ยนเป็น คงสุวัณโณ แต่ชาวบ้านยังคงเรียกติดปากว่า คงทอง
พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อเต๋ คือ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณชื่อเสียงโด่งดังมากในฐานะพระเกจิอาจารย์ที่มี พุทธาคมเข้มขลังในขณะนั้น หลวงพ่อเต๋ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางธรรม สมถกัมมัฏฐาน ตลอดจนรับการสืบทอดด้านพุทธาคมต่าง ๆ
ต่อมาไม่นาน หลวงลุงแดง มรณภาพลงที่วัดกาหลง สมุทรสาคร ก่อนมรณภาพท่านได้ฝากวัดสามง่ามให้หลวงพ่อเต๋ดูแล





หลวงพ่อเต๋ คังคสุวัณโณ" วัดอรัญญิการาม (วัดสามง่าม) อ.ดอนตูม จ.นครปฐม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "หลวงพ่อเต๋ คงทอง" เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีความเชี่ยวชาญพุทธาคม ทั้งด้านเมตตามหานิยมและอยู่ยงคงกระพันชาตรี




หลวงพ่อเต๋ เริ่มออกธุดงค์ระหว่าง พ.ศ. 2455 – 2472 เป็นเวลา 17 ปี รวมทั้งศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติม นอกจากที่ได้ศึกษาจาก หลวงลุงแดง และ หลวงพ่อทา หลังจากหลวงพ่อทา มรณภาพแล้ว ท่านได้เดินทางไปขอศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จากนั้นออกธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ และได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับพระอาจารย์อื่นทั้งพระสงฆ์และฆราวาส อาทิ หลวงพ่อกอน วัดบ่อตะกั่ว นอกจากนี้ท่านยังเดินทางไปเรียนกับพระอาจารย์ทางจังหวัดพิจิตร ยังมีอีกหลายรูปในขณะที่เดินธุดงค์ รวมทั้งอาจารย์ฆราวาส ท่านเป็นชาวเขมร เคยเป็นอดีตแม่ทัพเขมร หลวงพ่อเต๋ได้พบอาจารย์ท่านนี้ที่เขาตะลุง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอาจารย์ที่หลวงพ่อเต๋ เคารพนับถือมาก ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านจะทำการไหว้ครูเขมรมิได้ขาด
ภายหลังท่านกลับมาพำนักที่วัดสามง่ามได้ 3 ปี ท่านทำการสร้างวัดสามง่ามต่อจากหลวงลุงแดงที่ฝากฝังไว้ให้ท่านสร้างต่อก่อน จะมรณภาพ สมัยก่อน อุปกรณ์การก่อสร้างต่าง ๆ หาได้ยากมาก เรื่องไม้ที่จะนำมาสร้างวัดต้องเข้าไปเอาในป่าลึก กว่าจะได้ไม้มาแต่ละเที่ยวยากลำบาก การออกไปตัดไม้แต่ละเที่ยว ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 เดือน และการนอนป่าหลวงพ่อเต๋ ก็มักจะใช้การตัดไม้ใหญ่เป็นที่พำนักอาศัย การเดินทางไปตามถิ่นต่าง ๆ ก็เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ท่านจึงไม่กลัวต่อภยันตรายทั้งเสือ ช้าง อันเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้าย ตลอดจนสิ่งแวดล้อมภายในป่าที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดเวลา 15 ปี ในการตัดไม้มาก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดของท่าน บางครั้งถึงกับอดน้ำ นับว่าเป็นความอุตสาหะมานะอันแรงกล้าอย่างประเสริฐสุดหาที่เปรียบมิได้
 ในการพัฒนา หลวงพ่อเต๋ เป็นนักพัฒนาหาตัวจับยาก สร้างสถานีอนามัย บ้านพักนายแพทย์และพยาบาล โรงเรียนประถมและมัธยม สถานีตำรวจ ถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำบาดาล สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง
หลวงพ่อเต๋ เป็นผู้กอปรด้วยความเมตตาปรานี ท่านจะให้ความรักความเมตตาแก่ศิษย์ทุกคนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง นอกจากนี้ท่านยังให้ความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง ได้แก่ วัว ชะนี นก สุนัข แมว ไก่ เป็นต้น ไม่ว่านก สุนัข ไก่ และแมว ก่อนท่านจะฉันภัตตาหาร ท่านจะต้องให้ข้าวสัตว์เหล่านี้เป็นนิจสิน
พ.ศ. 2475 กรรมการสงฆ์จังหวัดโดย พระเทพเจติยาจารย์ วัดเสน่หา เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ได้พิจารณาแต่งตั้งให้ หลวงพ่อเต๋ เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม
พ.ศ. 2476 แต่งตั้งให้ท่านรักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะตำบล มีวัดที่ขึ้นอยู่ในความปกครอง 5 วัด คือ วัดสามง่าม วัดลำลูกบัว วัดแหลมมะเกลือ วัดทุ่งสีหลง และวัดตะโกสูง







การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋ ท่านสร้างไว้หลายแบบมาตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทั้งแบบพระเนื้อดิน เนื้อผง เนื้อว่าน เหรียญรูปเหมือน พระกริ่ง รูปหล่อ เหรียญหล่อ และเครื่องรางของขลัง ตะกรุดหนังเสือ ตะกรุดสามห่วง สีผึ้ง เป็นต้น แต่ละอย่างล้วนมีอภินิหารเป็นที่ประจักษ์และเล่าขานกันมาทุกวันนี้
พระเครื่องของท่านไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงาม แต่เน้นเรื่องพุทธคุณ เพราะท่านตั้งใจสร้างให้บูชาติดตัวเพื่อป้องกันภัยต่าง ๆ มีทั้งทางมหาอำนาจ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด เนื้อพระส่วนมากเป็นแบบเนื้อดินผสมผงปนว่าน เนื้อดินอาถรรพ์ที่นำมาจัดสร้างวัตถุมงคลได้แก่ ดินโป่ง 7 โป่ง ดิน 7 ป่าช้า ดินขุยปู เป็นต้น ผสมลงไปในพระทุกพิมพ์ ด้านหลังองค์พระจะประทับชื่อ หลวงพ่อเต๋ กดลึกลงไปในเนื้อพระ
วัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมาจนทุกวันนี้ คือ ตุ๊กตาทอง หรือที่นิยมเรียกกันว่า กุมารทอง ตำราการสร้างได้จากหลวงลุงแดง ประกอบด้วย ดินโป่ง 7 โป่ง ดิน 7 ป่าช้า ดินขุยปู เป็นต้น มาปั้นตุ๊กตาทอง (กุมารทอง) แจกชาวบ้าน นำไปไว้เป็นเครื่องคุ้มครอง เพราะดินดังกล่าวจะมีเทวดารักษา จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อเต๋ปั้นแล้วเอาวางนอนไว้ จึงทำการปลุกเสกให้ลุกขึ้นเองตามตำรา ตุ๊กตาทองนี้นิยมกันมากใครได้ไปบูชามักจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังเป็นที่ อัศจรรย์ ทำรายได้มหาศาล สามารถขออะไรสำเร็จทุกอย่างและเป็นที่ศรัทธาอย่างสูงของประชาชน
ในปี พ.ศ. 2505 หลวงพ่อเต๋ ท่านได้จัดสร้างพระเครื่องเนื้อดินพิธีใหญ่อีกครั้ง เพื่อฉลองอายุครบ 5 รอบ เนื้อดินที่ใช้ยังได้นำดินทวารวดี ที่ชำรุดหักและผงว่านผสมลงไปด้วย สังเกตเนื้อองค์พระเมื่อเผาแล้ว เนื้อดินจะนุ่มเมื่อถูกเหงื่อถูกสัมผัส ปรากฏมวลสารและว่านแลดูเก่ามาก พิมพ์ที่จัดสร้าง มีดังนี้

1. พระรูปเหมือนซุ้มเรือนแก้ว

2. พระปรกโพธิ์ใหญ่

3. พระปรกโพธิ์เล็ก

4. พระตรีกาย (พระสาม)

5. พระทุ่งเศรษฐี

พระเครื่องเนื้อดิน 4 พิมพ์แรก ด้านหลังจะมียันต์อักขระนูน เรียกว่า ยันต์สามง่าม เนื่องจากด้านหลังมีรูป ตรี เป็นสัญลักษณ์ของวัดสามง่ามนั่นเอง ส่วนพระทุ่งเศรษฐี ด้านหลังมียันต์และชื่อฉายา คงทอง กดประทับลึกลงไปในเนื้อ
หลวงพ่อเต๋ ยังได้ศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อทา ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วยในยุคนั้น หลวงพ่อทา มีชื่อเสียงโด่งดังมากในฐานะพระเกจิอาจารย์ที่มีพุทธาคมเข้มขลัง กุมารทอง หลวงพ่อแย้ม วัดสามง่าม หลวงพ่อเต๋ มรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2524 สิริอายุ 90 ปี พรรษา 69
คาถาบูชากุมารทอง ของ หลวงพ่อเต๋ หลวงพ่อแย้ม กุมารทอง หลวงพ่อแย้ม วัดสามง่าม

18
ประวัติหลวงพ่อปาน อัคฺคปญฺโญ วัดมงคลโคธาวาส (วัดบางเหี้ย) ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ



หลวงพ่อปานเป็นชาวบางบ่อ ท่านเกิดที่ คลองนางโหง ตำบลบางเหี้ย  (ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ตาเป็นคนจีนชื่อ เขียว ยายเป็นคนไทยชื่อ ปิ่น บิดามีเชื้อจีน ชื่อ "ปลื้ม" มารดาเป็นคนไทย เป็นลูกสาวคนโตของยายปิ่น ชื่อ "ตาล" อาชีพทำป่าจาก ครอบครัวของท่านอยู่ที่หมู่บ้านโคกเศรษฐี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓

คนที่ ๑ ชื่อ นายเทพย์

คนที่ ๒ ชื่อ นายทัต

คนที่ ๓ ชื่อ นายปาน (หลวงพ่อปาน)

คนที่ ๔ ชื่อนายจันทร์

คนที่ ๕ ชื่อนางแจ่ม

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ ลูกหลานของหลวงพ่อปาน ได้ใช้ชื่อของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นนามสกุลว่า "หนูเทพย์"





เมื่อตอนเป็นเด็ก บิดามารดาได้นำไปฝากไว้กับท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เพื่อให้เรียนหนังสือไทย ต่อมาไม่นานเจ้าคุณได้ให้บรรพชาเป็นสามเณร  ต่อมาท่านได้สึกจากเณร มาช่วยพ่อแม่ ประกอบอาชีพ ทำจาก และตัดฟืนไปขายเป็นอาชีพประจำ ท่านเป็นผู้มีนิสัยอดทนหนักเอาเบาสู้ ทำให้พ่อแม่เบาใจมาก

เมื่อยังเยาว์ ท่านได้ใช้ชีวิตแบบชาวชนบทคนธรรมดา ครั้นเมื่อเติบโตสู่วัยหนุ่ม เริ่มมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในเพศตรงข้ามตามวิสัยปุถุชน วันหนึ่งท่านได้ดั้นด้นไปบ้านสาวคนรัก แต่พอล้างเท้าก้าวขึ้นบันได เกิดอัศจรรย์ขึ้นบันไดไม้ตะเคียนอันแข็งแรงพลันหลุดออกจากกัน ทำให้ท่านพลัดตกจากบันได ท่านจึงคิดได้ว่าเป็นลางสังหรณ์บอกถึงการสิ้นวาสนาในทางโลกเสียแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านจึงครุ่นคิดตัดสินใจอยู่หลายวัน ผลที่สุดจึงตัดสินใจออกบวช

เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามนั่นเอง โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ (บางแหล่งข้อมูลว่า นามฉายาของท่านคือ อคฺคปญฺโญ) ท่านศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน รวมถึงไสยศาสตร์ ท่านได้รับการถ่ายทอดจากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ภายหลังได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดบางเหี้ยนอก ปัจจุบัน เรียกว่าวัดมงคลโคธาวาส โดยมีพระที่เป็นสหายสนิทตามมาด้วยองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อเรือน หลังออกพรรษาท่านและพระเรือนเริ่มออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ




หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเรือนได้ดั้นด้นไปจนถึง "วัดอ่างศิลา" อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของ "หลวงพ่อแตง" เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา โดยศึกษาด้านวิปัสนาธุระ ไสยเวทย์มนต์ต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อปานเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ " เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง " เมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้วจึงได้อำลาพระอาจารย์ "หลวงพ่อแตง" มาพำนักอยู่ที่วัดบ้านเกิดตนเองพร้อมด้วยพระอาจารย์เรือน เพื่อนสหาย ณ วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสโดยมีหลวงพ่อเรือนเป็นรองเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองรูปได้ปกครองพระลูกวัดทั้งด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด

จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ประตูน้ำที่กั้นแม่น้ำบางเหี้ย หรือประตูน้ำชลหารพิจิตรในปัจจุบัน ได้เกิดรั่วไม่สามารถปิดกั้นน้ำให้อยู่ได้ไม่ว่าช่างจะซ่อมอย่างไร จนกระทั่งข้าราชการในท้องถิ่นได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ให้ทรงทราบเพื่อขอพึ่งพระบารมีพระองค์ท่าน

ระหว่างที่ประทับอยู่ที่ประตูน้ำบางเหี้ยเป็นเวลา ๓ วันนั้น พระองค์ได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ เพื่อไต่ถามเรื่องต่างๆ โดยขณะที่หลวงพ่อปานเดินทางเข้าเฝ้าฯ นั้นได้ให้เด็กชายป๊อด ถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปเสือไปด้วยซึ่งสมัยนั้นแกะจากเขี้ยวเสือจริงๆ เมื่อไปถึงที่ประทับ หลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือจากเด็กชายป๊อดที่ถืออยู่ แต่พบว่าไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำระหว่างทางจนหมดแล้ว
หลังจากหลวงพ่อปานทราบจึงได้ให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ตลอด จนถึงกับตรัสกับหลวงพ่อปานว่า "พอแล้วหลวงตา"
สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้ง อ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบในการแกะ






พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ”เสด็จประพาส มณฑลปราจิณ” ได้เล่าถึงพระปานไว้ว่า
จะเห็นว่า ในพระราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสเมืองปราจิณ” ได้เล่าถึง “พระปาน” อย่างละเอียด สิ่งสำคัญยิ่งก็คือ เครื่องรางเขี้ยวเสือที่ทำเป็นรูปเสือ ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ราคาเช่าตัวละ ๑ บาทบ้าง ๓ บาทบ้าง ๖ บาทบ้าง ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในสมัยนั้น
ต่อมาท่านได้ไปเรียนวิปัสสนากับพระอาจารย์ที่วัดสมถะ จังหวัดชลบุรีด้วย
หลวงพ่อปาน เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมวินัยเคร่งครัด กิจของสงฆ์หลวงพ่อปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่งคือนำ พระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุก ๆ เช้า นอกจากเจ็บป่วยไป ไม่แล้วท่านปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่ง คือนำพระสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นที่หอสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน และสวดมนต์เป็นคัมภีร์หรือผูกเป็นเล่มเป็นวัน ๆ ไป กระทั่งสวดปาฏิโมกข์ เหตุดังนี้ในสมัยนั้น พระลูกวัดของท่านจึงสวดมนต์เก่งมาก
ด้านสาธารณประโยชน์ หลวงพ่อเป็นผู้นำในการสร้างถนนจากคลองด่านไปบางเพรียง ถนนจากวัดมงคลโคธาวาสไปวัดสว่างอารมณ์ ถนนจากวัดมงคลโคธาวาสจรดคลองนางหงษ์ ถนนแต่ละสายปัจจุบันได้พัฒนาเป็นถนนถาวรและใช้สัญจร ไปมาจนถึงทุกวันนี้




ด้านความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของหลวงพ่อนั้น เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป เป็นพระอาจารย์ ที่มีญาณแก่กล้าชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ ๕ เครื่องรางของขลัง ของท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากและสืบเสาะหากันจนทุกวันนี้ ท่านคร่ำเคร่งทางวิปัสสนามากและ ธุดงค์อยู่เสมอ ด้วยคุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่งของหลวงพ่อที่ได้ประกอบขึ้นไว้ แต่ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ราษฎรในตำบลใกล้เคียง กระทั่งต่างอำเภอและต่างจังหวัดพากันเคารพนับถือและรำลึก ถึงหลวงพ่ออย่างไม่ เสื่อมคลาย





ก่อนที่หลวงพ่อปานจะมรณภาพนั้น ประชาชนที่มีความเคารพบูชาหลวงพ่อ ได้พร้อมใจกันหล่อรูปท่านขึ้นมาองค์หนึ่ง ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อไว้เป็นที่เคารพบูชา เพราะหลวงพ่อไม่ค่อยได้อยู่วัด ท่านมักจะเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เป็นประจำ จะได้กราบรูปหล่อแทนตัวท่าน แต่เมื่อหล่อรูปแล้วท่านก็ไม่ค่อยจะเข้าวัด ท่านมักจะปลีกตัวไปจำวัดที่พระปฐมเป็นประจำ การที่ท่านไม่อยากเข้าวัดของท่านนั้น อาจเป็นเพราะท่านรู้ล่วงหน้าว่าถึงคราวจะหมดอายุขัยแล้ว ท่านจึงต้องการความสงบในการพิจารณาธรรม แต่ท่านก็ไม่ได้บอกกับใครๆ เมื่อญาติโยมอ้อนวอนมากๆ เข้า ท่านก็บ่ายเบี่ยงไปว่า “เข้าไปไม่ได้ อ้ายดำมันอยู่ ขืนเข้าไปอ้ายดำมันจะเอาตาย” คำว่า “อ้ายดำ” หมายถึงรูปหล่อของท่านนั่นเอง ปัจจุบันนี้รูปหล่อของท่านก็ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดมงคลโคธาวาส (วัดคลองด่าน หรือวัดบางเหี้ย) คืออยู่ที่กุฏิของหลวงพ่อซึ่งได้จัดสร้างขึ้นใหม่ และปรากฏความศักดิ์สิทธิ์มากมาย น้ำมนต์ที่หน้ารูปหล่อของท่านก็มีคนนำไปดื่ม และทองคำเปลวที่รูปหล่อก็มีคนนำไปปิดที่หน้าผาก เพื่อรักษาโรคได้ผลมาแล้วมากมาย
ด้านสมณศักดิ์ หลวงพ่อปาน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ"
ท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๔๕๓ เวลา ๔ ทุ่ม ๔๕ นาที พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔


ขอขอบพระคุณแหล่งข้อมูลและรูปภาพ ทุกที่ ด้วยครับผม ที่เอื้อเฟื้อครับ เพื่อเผยแพร่ บารมีหลวงพ่อครับ

19
ราชาโชค คือราชาแห่งดวง ราชาแห่งลาภ โชคลาภอยู่ที่ไหน #ปี่เซี๊ยะ รู้หมด















บันดาลความสำเร็จ ความสมหวัง มั่งมี เรียกเงินเรียกทองโชคลาภมากมาย ไหลเข้ามา กินลูกเดียว ไม่มีออก เพราะ ปี่เซี๊ยะ ไม่มีรูทวารบูชาเป็นคู่ ตัวผู้ ตัวเมีย เสริมทรัพย์รับทรัพย์ ตามตำรา
#ปีเซียะราชาโชค
บูชาได้แล้ววันนี้
#ทีม สน.พระเครื่อง
สนใจสอบถามได้นะครับ
065-8904-620
ID.Thatrapid2522   TP9 พระเครื่อง

20
พระราชพรหมยาน  (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี

เกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๐ เดิมชื่อสังเวียน เป็นบุตรคนที่ ๓ ของนายควง นางสมบุญ สังข์สุวรรณ เกิดที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี มีพี่น้อง ๕ คน เมื่ออายุ ๖ ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาล วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ ๔ เมื่ออายุ ๑๕ ปี เข้ามาอยู่กับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ในสมัยนั้น และได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ อายุ ๑๙ ปี เข้าเป็นเภสัชกรทหารเรือ สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ พออายุครบบวช
อุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ วัดบางนมโค โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิหารกิจจานุการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เล็ก เกสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อายุ ๒๑ ปี สอบได้นักธรรมตรี อายุ ๒๒ ปี สอบได้นักธรรมโท อายุ ๒๓ ปี สอบได้ นักธรรมเอก
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๑ ได้ศึกษาพระกรรมฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิเช่นหลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค, หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค, พระครูรัตนาภิรมย์ วัดบ้านแพน, พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ
 พ.ศ. ๒๔๘๑ เข้ามาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี ต่อมา สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดอนงคาราม หลังจากนั้นได้เป็นรองเจ้าคณะ ๔ วัดประยูรวงศาวาส เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค และย้ายไปอยู่อีกหลายวัด
พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงมาอยู่วัดท่าซุง บูรณะซ่อมสร้างและขยายวัดท่าซุง จากเดิมมีพื้นที่ ๖ ไร่เศษ จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ ๒๘๙ ไร่
พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระสุธรรมยานเถร”
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”


พระคำข้าว หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี
หลายคนทีเพิ่งเริ่มเก็บสะสมพระคำข้าวอาจ ยังไม่ทราบและยังแยกไม่ออกว่าพระคำ ข้าว รุ่น1กับ รุ่น2 แตกต่างกันตรงไหน มีจุดสังเกตุอย่างไรบ้าง วันนี้ พระเกจิ จะขอนำเสนอวิธีการแยกแยะรุ่น1และ2 รวมถึงการดู แท้-เก๊ อย่างรวดเร็ว ซึ่งเปิดเผยกันที่แรกที่นี่ครับ

พระคำข้าว รุ่น1 และ รุ่น 2

พระคำข้าว รุ่น1 ด้านหน้าทุกองค์จะต้องมีจุดที่แขนขององค์พระพุทธชินราช (ข้อย้ำว่าทุกองค์) ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 2พิมพ์ คือ พิมพ์บัวหลายจุด กับ พิมพ์บัวจุดเดียว ส่วนด้านหลังจะต้องไม่มีจุดเนื้อเกินโผล่ขึ้นมาบริเวณข้างๆข้อศอกของหลวงพ่อ (ดูตามลูกศรที่ชี้)

พระคำข้าวรุ่น 1 พุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2533 จำนวนทั้งสิ้น 100,000 องค์

พระคำข้าว รุ่น2 จะมีอยู่ด้วยกันหลายรุ่นหลายพิมพ์ แต่พิมพ์ที่ทำให้หลายคนสงสัยก็คือ พิมพ์บัวหลายจุด กับ พิมพ์บัวจุด ซึ่งจะไปเหมือนกันกับพระคำข้าว รุ่นแรก ด้านหน้าองค์พระจะเหมือนกันแทบทุกอย่าง ต่างกันที่ความคมชัดบ้าง (ไม่พูดถึงมวลสารที่มีส่วนผสมต่างกันบ้างแล้วแต่การผสมในแต่ละครั้ง) ส่วนด้านหลังจะมีจุดเนื้อเกินโผล่ขึ้นมาบริเวณข้างๆข้อศอกของหลวงพ่อ (รุ่นแรก ไม่มี)

พระคำข้าวรุ่น 2 พุทธาภิเษก 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 29 ธันวาคม 2533 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2534 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,000,000 องค์พุทธคุณครอบจักรวาลเหมือนกัน เด่นที่สุดด้านโชคลาภ












มรณภาพ
ตุลาคม ๒๕๓๕ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)ได้ อาพาธด้วยโรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๖.๑๐ น.
ตลอดระยะเวลาที่อุปสมบทอยู่ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ
ทางด้านชาติ ได้สร้างโรงพยาบาล , สร้างโรงเรียน , จัดตั้งธนาคารข้าว , ออกเยี่ยมเยียน ทหารหาญของชาติและตำรวจตระเวณชายแดนตามหน่วยต่างๆ เพื่อปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ และ แจกอาหาร , ยา , อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัตถุมงคลทั่วประเทศ
ทางด้านพระศาสนา ได้สั่งสอนพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ให้มุ่งพระนิพพานเป็นหลัก โดยให้ประพฤติปฏิบัติกาย , วาจา , ใจ , ในทาน , ในศีลและในกรรมฐาน ๑๐ ทัศ และมหาสติปัฏฐานสูตร ได้พิมพ์หนังสือคำสอนกว่า ๑๕ เรื่อง และบันทึกเทปคำสอนกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง นอกจากนี้ยังได้แสดงธรรม เทศนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังเดินทางไปสงเคราะห์คณะศิษย์ในต่างจังหวัดและต่างประเทศทุกๆ ปี
ทางด้านวัตถุ ท่านได้ช่วยสร้างพระพุทธรูปและถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนามากกว่า ๓๐ วัด รวมทั้งการบูรณะฟื้นฟูวัดท่าซุงด้วยเงินกว่า ๖๐๐ ล้านบาท ได้สร้างพระไตรปิฎก , หนังสือมูลกัจจายน์ และถวายผ้าไตรแก่วัดต่างๆ ปีละไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ไตร
ทางด้านพระมหากษัตริย์ท่านได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชประสงค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ศูนย์ฯ นี้ได้ดำเนินการสงเคราะห์ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ งานของศูนย์ฯ รวมทั้งการแจกเสื้อผ้า , อาหาร และยารักษาโรคแก่ราษฎรผู้ยากจน , การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ , การส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บป่วย , การให้ทุน นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน , การบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่มูลนิธิและโรงพยาบาลต่างๆ ฯลฯ
นับได้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) เป็น ปูชนียบุคคลผู้อยู่ด้วยความกรุณา เป็นปกติ พร่ำสอนธรรมะและสิ่งทีเป็นประโยชน์และสงเคราะห์เกื้อกูลมหาชนด้วยเมตตา มหาศาลสมกับ เป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรส แท้องค์หนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูล : เว็บศิษย์หลวงพ่อ

หน้า: [1] 2 3